กองถ่ายต่างชาติอัดงบ 6.5 พันล้านบาท ดันไทยจาก Location สู่ Soft Power
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ วิเคราะห์กองถ่ายต่างชาติ โอกาสสร้างรายได้ให้ธุรกิจไทย พร้อมต่อยอดสถานที่ถ่ายทำสู่แหล่งท่องเที่ยวและ Soft Power ของประเทศ
กองถ่ายต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งโอกาสสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทย โดยช่วงมกราคม–สิงหาคม 2026 มีงบประมาณการถ่ายทำในไทยประมาณ 6,517 ล้านบาท เงินดังกล่าวกระจายไปถึงแรงงาน โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และธุรกิจท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ ซีรีส์ และมิวสิกวิดีโอที่ได้รับความนิยมยังช่วยต่อยอดสถานที่ถ่ายทำให้เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยว และเปิดโอกาสให้ไทยใช้ Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ไทยดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศได้มากแค่ไหน?
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ วิเคราะห์ไว้ว่า เบื้องหลังภาพยนตร์หนึ่งเรื่องไม่ได้มีเพียงผู้กำกับและนักแสดง แต่ยังต้องจ้างช่างกล้อง ช่างไฟ และทีมงานไทย เช่าอุปกรณ์ จองโรงแรม จัดหารถรับส่ง และสั่งอาหารตลอดช่วงถ่ายทำ ทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนในธุรกิจหลายประเภท
ไทยมีข้อได้เปรียบจากสถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย ตั้งแต่เมืองใหญ่ ชายหาด ภูเขา วัด ไปจนถึงสตูดิโอและบริการด้านการผลิตภาพยนตร์ ประกอบกับบุคลากรที่มีประสบการณ์ทำงานกับกองถ่ายนานาชาติ จึงมีโอกาสต่อยอดอุตสาหกรรมนี้สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
ข้อมูลจาก Thailand Film Office (TFO) ภายใต้กรมการท่องเที่ยว ระบุว่า ปี 2023 ไทยมีการถ่ายทำจากต่างประเทศ 466 เรื่อง งบประมาณประมาณ 6,753 ล้านบาท ส่วนปี 2024 มี 490 เรื่อง งบประมาณประมาณ 6,416 ล้านบาท
สำหรับปี 2025 แม้ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐมีตัวเลขแตกต่างกันบ้าง แต่ต่างระบุว่ามีกองถ่ายต่างประเทศหลายร้อยโครงการ และมีงบประมาณรวมกว่า 6,000 ล้านบาท
ล่าสุด ช่วงมกราคม–สิงหาคม 2026 ไทยมีกองถ่ายต่างประเทศ 383 เรื่อง งบประมาณประมาณ 6,517 ล้านบาท ตามฐานข้อมูล TFO ที่ปรับปรุงเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2026
ประเทศที่มีจำนวนกองถ่ายมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น 49 เรื่อง จีน 47 เรื่อง อินเดีย 40 เรื่อง เกาหลีใต้ 37 เรื่อง และสหรัฐฯ 32 เรื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากงบประมาณ สหรัฐฯ มีมูลค่าสูงสุดประมาณ 2,073 ล้านบาท ตามด้วยสหราชอาณาจักรประมาณ 1,433 ล้านบาท
นอกจากความพร้อมด้านสถานที่และบุคลากร ไทยยังมีมาตรการ Cash Rebate หรือการคืนเงินบางส่วนจากค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์ โดยคู่มือ TFO ปี 2025 กำหนดอัตราเงินคืนสูงสุด 30% สำหรับโครงการที่มีค่าใช้จ่ายในไทยตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้ อัตราที่ได้รับขึ้นอยู่กับขนาดโครงการและเงื่อนไขเพิ่มเติม โดยโครงการที่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไปจึงมีโอกาสได้รับอัตราสูงสุดตามเกณฑ์
กองถ่ายหนึ่งกอง สร้างรายได้ให้ใครบ้าง
เมื่อบริษัทต่างประเทศเลือกไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ เงินลงทุนจะกระจายไปยังค่าจ้างทีมงาน ค่าเช่าสตูดิโอและอุปกรณ์ โรงแรม ร้านอาหาร บริการจัดเลี้ยง และการขนส่ง
หากกองถ่ายใช้จังหวัดหนึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำหลายสัปดาห์ โรงแรมอาจมีรายได้จากการเข้าพัก ร้านอาหารได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ประกอบการรถตู้และบริษัทให้เช่าอุปกรณ์ก็มีโอกาสรับงานมากขึ้น
ผลประโยชน์ยังส่งต่อไปตามห่วงโซ่อุปทาน เช่น บริษัทจัดเลี้ยงซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร หรือโรงแรมจัดซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการในพื้นที่ ทำให้รายได้กระจายออกไปไกลกว่าธุรกิจภาพยนตร์โดยตรง
อย่างไรก็ตาม การประเมินผลประโยชน์ที่แท้จริงต้องพิจารณาว่า เงินส่วนใดสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ มีการนำเข้าสินค้าและบริการมากเพียงใด และภาครัฐใช้เงินสนับสนุนเท่าไร
อีกประโยชน์สำคัญคือการพัฒนาบุคลากร เพราะการทำงานกับกองถ่ายนานาชาติช่วยให้ทีมงานไทยเรียนรู้มาตรฐานการผลิต การบริหารกองถ่าย และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและโอกาสรับงานที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต
เมื่อภาพยนตร์ทำให้คนอยากเดินทางมาไทย
ประโยชน์จากกองถ่ายต่างประเทศอาจต่อเนื่องหลังปิดกล้อง หากภาพยนตร์หรือซีรีส์ได้รับความนิยมจนผู้ชมอยากเดินทางไปยังสถานที่จริง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Film Tourism หรือการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์และซีรีส์
Lost in Thailand (2012) เป็นภาพยนตร์จีนที่ใช้สถานที่ในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ เป็นฉากสำคัญและได้รับความนิยมอย่างมากในจีน งานวิจัยของ Mostafanezhad และ Promburom (2018) พบว่า ภาพยนตร์มีส่วนกระตุ้นการเดินทางตามรอยสถานที่ถ่ายทำ โดยนักท่องเที่ยวจีนบางส่วนไปเยี่ยมชมสถานที่และจำลองฉากจากเรื่อง ช่วยเพิ่มความสนใจต่อแหล่งท่องเที่ยวในเชียงใหม่
อีกตัวอย่างคือ The White Lotus Season 3 (2025) ซีรีส์ของ HBO ที่ถ่ายทำในไทย ทั้งเกาะสมุย ภูเก็ต และกรุงเทพฯ โดยมีโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งปรากฏในเรื่อง จนเกิดกระแส White Lotus Effect หรือความสนใจเดินทางตามรอยสถานที่ถ่ายทำ ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนำไปต่อยอดประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว
ขณะที่มิวสิกวิดีโอ SaWaDiKa ของ LISA ซึ่งเปิดตัวในเดือนกันยายน 2026 เป็นอีกช่องทางนำเสนอประเทศไทยสู่ผู้ชมทั่วโลก หลังจาก ROCKSTAR (2024) เคยเผยแพร่ภาพถนนเยาวราชและโรงภาพยนตร์ออสการ์เก่าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ใน SaWaDiKa ผู้ชมจะได้เห็นกรุงเทพฯ หลายมุม ตั้งแต่สถานีรถไฟหัวลำโพง ถนนเฉลิมเขต 1 ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย DIB Bangkok พร้อมองค์ประกอบวัฒนธรรมไทย หลังมิวสิกวิดีโอเผยแพร่ เว็บไซต์ Thailand.go.th ยังนำสถานที่ถ่ายทำมาต่อยอดเป็นคำแนะนำสำหรับการท่องเที่ยวตามรอย LISA พร้อมแนะนำแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนใกล้เคียง
ทั้งสามกรณีแสดงให้เห็นว่า คอนเทนต์ยอดนิยมช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทยได้ แต่การสรุปว่าผลงานเหล่านี้เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้เท่าไร ต้องมีข้อมูลแยกผลจากปัจจัยอื่น เช่น การฟื้นตัวของการเดินทาง การตลาด และภาวะเศรษฐกิจของประเทศต้นทาง
จาก Location สู่ Soft Power ไทยต่อยอดอย่างไร?
Soft Power เป็นแนวคิดของ Joseph Nye ที่อธิบายความสามารถในการสร้างอิทธิพลผ่านความดึงดูดใจ เช่น วัฒนธรรม ค่านิยม และนโยบายที่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น
ภาพยนตร์และซีรีส์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในไทยจึงเป็นช่องทางนำเสนอสถานที่ อาหาร วิถีชีวิต และวัฒนธรรมไทยต่อผู้ชมทั่วโลก หากผู้ชมสนใจเดินทางมาท่องเที่ยวหรือบริโภคสินค้าและบริการของไทย ก็อาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกผลงานจะสร้าง Soft Power ได้ เพราะบางเรื่องใช้ไทยเป็นฉากแทนประเทศอื่น หรือผู้ชมอาจไม่ทราบว่าสถานที่ถ่ายทำอยู่ในไทย การเชื่อมโยงผลงานกับการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและธุรกิจท้องถิ่นจึงสำคัญ โดยต้องช่วยให้ผู้ชมค้นหาข้อมูลและเดินทางไปยังสถานที่จริงได้สะดวก
ความท้าทาย เมื่อไทยต้องแข่งขันดึงกองถ่ายทั่วโลก
หลายประเทศต่างใช้มาตรการจูงใจทางการเงินและลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศ สำหรับไทย การใช้มาตรการ Cash Rebate จึงต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของเงินภาครัฐ โดยประเมินว่าสามารถสร้างการใช้จ่ายและการจ้างงานเพิ่มเติมได้มากเพียงใด เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการ รวมถึงประโยชน์ที่เกิดกับแรงงานและผู้ประกอบการไทย
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการผลิตสื่อเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้ง CGI หรือการสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์ Virtual Production หรือการถ่ายทำร่วมกับฉากดิจิทัล และ Generative AI ที่ช่วยสร้างภาพบางประเภทโดยไม่ต้องเดินทางไปถ่ายทำจริง เทคโนโลยีเหล่านี้อาจลดความต้องการถ่ายทำในสถานที่จริงบางส่วน แต่ก็เปิดโอกาสให้ไทยพัฒนาธุรกิจ Animation, Visual Effects และบริการหลังการถ่ายทำ เพื่อรับงานจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ด้าน Film Tourism ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพราะสถานที่ที่ได้รับความนิยมรวดเร็วอาจเผชิญความแออัดและต้นทุนการดูแลพื้นที่เพิ่มขึ้น จึงต้องบริหารจัดการควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว
ท้ายที่สุด ไทยควรเดินหน้าดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรและธุรกิจผลิตสื่อ เพื่อเพิ่มโอกาสรับงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมบริหารแหล่งท่องเที่ยวให้รองรับความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อเปลี่ยนโอกาสจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้เป็นการจ้างงาน รายได้ และการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB